ยากษัยเส้น หรือยาแก้ปวดเมื่อย คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่

ยากษัยเส้น หรือยาแก้ปวดเมื่อย คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ พอได้ยินค่ำว่า “กษัย” ส่วนมากมักจะหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัยว่ากษัยคืออะไร เป็นอย่างไรแต่ คนรุ่นผู้ใหญ่หรือคนแก่คนเฒ่า คงจะคุ้นเคยกับคำนี้มาบ้างแล้ว มาลองทำความรู้จักกับโรคนี้ดูว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ ทำไมจึงพูดกันถึงโรคนี้อยู่บ่อย ๆ แต่ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจด้วยว่า โรคกษัยนี้ เป็นชื่อเรียกอาการโรคชนิดหนึ่งในทรรศนะของแพทย์แผนโบราณไทย ตำราเก่าตำราการแพทย์แผนไทยได้อธิบายเรื่อง “ โรคกษัย ” ไว้โดยละเอียดว่า กษัยคือโรคที่บังเกิดขึ้นแก่มนุษย์ ทำให้มีอาการแห่งความเสื่อมโทรม ซูมผอม สุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นโรคหรือไข้อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทำลายสุขภาพของร่างกายให้เสื่อมโทรมไปทีละน้อย เป็นเวลาต่อเนื่องกัน โดยมิได้รับการบำบัดรักษา หรือรักษาแต่ไม่ถูกกับโรคหรือไข้นั้นๆ โดยตรง เนื่องจากไม่มีอาการอะไรรุนแรงให้เห็นชัด ทางการแพทย์แผนโบราณถือว่าร่างกายของคนเราเกิดจากธาตุทั้ง 4 มารวมกัน มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และธาตุทั้ง 4 มันได้เสื่อมหน้าที่ของมัน จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอ ทรุดโทรมลง ทำงานไม่ได้ตามปกติ สรุปแล้วกษัยจึงมีความหมายว่า เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมโทรมของร่างกาย(ธาตุทั้ง 4) นั่นเอง ยากษัยเส้น.

ยากษัยเส้น
ยากษัยเส้น อาการของโรคกษัย โรคกษัยนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 พวก ดังนี้ ยาแก้ปวดเมื่อย
1.กษัยโอปาติกะ(คือเกิดขึ้นมีอาการหลายจำพวก ) กษัย ประเภทนี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย อาจจะมีอาเจียน ง่วงเหงาหาวนอน ไม่เป็นอันที่จะทำอะไร ปวดตามท้องน้อย ปวดเมื่อยไปหมด ซูบผอมลง เหงื่อออกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า สมองมึนงง ถ้าถูกอากาศเย็นหรือที่ชื้นแฉะหรืออยู่ในน้ำ จะปัสสาวะบ่อย มีอาการจุกเสียดแน่น ปวดท้อง น่องหมดแรง ยากษัยเส้น
2.กษัยกร่อน หมายถึง เส้นตึง ท้องตึง เจ็บสะเอว มือเท้าชา วิงเวียน ตาฝ้าฟาง หูอื้อ ท้องขึ้น กินอาหารไม่ได้ มักปวดเสียดแทงตั้งแต่หัวหน่าวถึงยอดอก มักมีลำมีก้อนตามท้องน้อยและจะถ่วงเป็นก้อนอยู่ที่หัวหน่าวหน้าขาทั้ง 2 ข้าง แล้วเลื่อนลงไปถึงลูกอัณฑะ เกิดฟกบวมอักเสบจับต้องไม่ได้ เพราะเจ็บปวดเป็นก้อนเป็นเถาเป็นลำ(ก้อนยาว)
ส่วนคำว่า “เส้น” ในที่นี้หมายถึง เอ็นกล้ามเนื้อ,เอ็นยึดกระดูก(tendon) หรือ เอ็นยึดข้อ(ligament) หรือแนวมัดกล้ามเนื้อ ซึ่งมีอยู่ทั่วสรรพางค์กาย หรือทั่วร่างกาย
ดังนั้นยากษัยเส้นที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้นั้นมีคุณสมบัติแก้อาการของโรคกษัยกร่อน ซึ่งเป็นลักษณะปวดเมื่อยเส้นยึด เกิดอาการฟกช้ำบวมเป็นต้นครับ
ตำรับยากษัตเส้นที่มีตัวยาดังต่อไปนี้ตัวหนึ่งตัวใดหรือหลายตัวเป็นตัวยาสำคัญ คือ ยางว่านหางจระเข้ เถาวัลย์เปรียง เถาเอ็นอ่อน มะคำไก่ รากแจง รางแดง เถาโคคลาน กำแพงเจ็ดชั้น หัวดองดึง หัวกระดาดทั้งสอง หัวอุตพิษ หัวบุก หัวกลอย กำลังหนุมาน กำลังเสือโคร่ง เถาเมื่อย แส้ม้าทะลาย โรกแดง โรกขาว
ผมขอยกตัวอย่างยากษัยเส้นมาหนึ่งตำรับนะครับ องค์ประกอบในตัวยา 846 กรัม มีตัวยาสำคัญ คือ โกฏกระดูก 15 กรัม มะขามป้อม 30 กรัม สมอไทย 60 กรัม โกฏน้ำเต้า 180 กรัม ยาดำ 60 กรัม ซึ่งยาดำนี้จะมีส่วนผสมสำคัญคือยางว่านหางจระเข้นั่นเองครับ รวมน้ำหนัก 345 กรัม ส่วนประกอบอื่นๆเช่นกระสายยา และยาบำรุงร่างกายอีก 501 กรัมครับ จะเห็นได้ว่า ยางว่านหางจระเข้ และตัวยาสำคัญอื่นๆในยากษัยเส้นนั้นมีฤทธิ์ระบายออกครับ ยากษัยเส้น และก็มีส่วนผสมอื่นๆที่บำรุงร่างกายด้วยซึ่งเป็นไปตามหลักการรักษาของแพทย์แผนโบราณครับ
การรักษาของแผนโบราณนั้น เขาจะถือว่าคนที่เป็นโรคนั้นสะสมของไม่ดีไว้ หรือหมักโรคไว้ ต้องถ่ายเอาโรคหรือของเก่าที่ไม่ดีในร่างกายออกมาทิ้งให้หมด แล้วค่อยกินยาไปรักษา หรือบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิม เราจึงใช้คำว่า ยารุยาถ่าย กับยาบำรุง ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิดว่า ทำไมแผนโบราณต้องถ่ายกับต้องบำรุง เพราะการมองปัญหาและวิธีแก้ปัญหาแตกต่างกับปัจจุบัน
สำหรับวันนี้ท่านผู้ฟังคงจะได้รับความรู้อย่างมากมายเกี่ยวกับยากษัยเส้นนะครับ ทั้งความหมาย หลักการรักษา และตัวอย่างสูตรตำรับแบบโบราณจะเห็นได้ว่า ยากษัยเส้นเป็นยาแผนโบราณที่มีคุณสมบัติที่ดีจึงทำให้มีการใช้กันมาอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน พวกเราควรจะเล็งเห็นความสำคัญในการใช้ยาแผนโบราณและหันมาใช้ยาแผนโบราณกันมากขึ้นนะครับ เนื่องจากประเทศเราจะได้ลดการนำเข้ายาต่างประเทศ และเน้นการพึ่งตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงของเราครับ ประเทศชาติของเราจะได้มีเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนะครับ ยากษัยเส้น.

g2x โสมบำบัดทางเพศ

g2x โสมบำบัดทางเพศ ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การมีเงินมีทองมหาศาล การไม่มีโรคร้ายคุกคามต่างหากที่เป็นลาภอันประเสริฐ เพราะโรคร้ายบางโรคถึงมีเงินก็ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ การไม่มีโรคน่าจะเป็นความสุขของการมีชีวิต “การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ” หรือ “เซ็กซ์เสื่อม” ก็ถือเป็นอาการป่วยอย่างหนึ่ง ที่เอาความสุขไปจากชีวิตท่านได้เช่นกัน แน่นอนว่าอาการเซ็กซ์เสื่อม ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ หรือมีความร้ายแรง ขนาดที่จะคร่าชีวิตใครต่อใครได้ แต่ก็เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมาน ให้กับคุณผู้ชายได้ไม่น้อยทีเดียว และหากผู้ที่ต้องตกอยู่ในที่นั่งเช่นนี้ ยังหนุ่มยังแน่นด้วยแล้วก็คงทำให้ชีวิตเหี่ยวเฉาน่าดู หากจะว่าไปแล้ว การมีเซ็กซ์มีความสำคัญเช่นกัน เพราะ ในขณะที่มีเซ็กซ์ร่างกายจะมีการหลั่งสารแอนโดฟิน (สารที่สร้างความสุขและความกระปรี้กระเปร่า) ออกมาด้วย การมีเซ็กซ์จึงเปรียบเสมือนกับเป็นการยืดอายุให้กับชีวิตอีกทางหนึ่ง อย่าปล่อยให้ชีวิตอับเฉาไปกับอาการเซ็กซ์เสื่อม หาวิธีรักษาเสียแต่เนิ่นๆ “โภชนาบำบัด” นับเป็นวิถีธรรมชาติที่บำบัดรักษา โรคร้ายได้หลากหลาย โดยจะสังเกตเห็นได้ว่า ปัจจุบันได้มีการนำ วิธีการรักษาด้วยสมุนไพรโบราณ ยาลูกกลอน หรือชีวจิต มาใช้กับการรักษาโรคร้ายอย่างเอดส์และมะเร็ง ที่แพทย์แผนปัจจุบัน ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ g2x.

g2x

g2x สำหรับโภชนาบำบัดทางเพศนั้นต้องยกให้ “โสม” เพราะโสมได้ชื่อว่า เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในกระตุ้นอวัยวะเพศ ที่ไม่ยอมแข็งตัวของคุณผู้ชายสามารถกลับฟื้นขึ้นมา แข็งตัวได้ดังเดิมได้ เพราะด้วยสรรพคุณที่โสม มีฤทธิ์อุ่นนั้น ได้เป็นตัวกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียน ไปเลี้ยงอวัยวะตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น รวมทั้ง การไหลเวียนของเลือดบริเวณอวัยวะเพศด้วย g2x

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเพิ่มเติมในระยะหลังๆ พบว่า องค์ประกอบบางอย่างในโสมมีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศชาย ที่เรียกว่า “ไฟโตรแอนโดรเจน” ซึ่งน่าจะเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของโสม ในการเข้าไป เพิ่มฮอร์โมนเพศให้กับผู้ชาย

ทั้งนี้การฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ ก็ยังต้องตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ดังนั้นแนวทางในการปฏิบัติตน เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี เช่น การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงนับเป็นสิ่งจำเป็นที่ท่านไม่ควรละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกกำลังกายนั้น ถือได้ว่า เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศได้เร็วขึ้น เพราะ การออกกำลังกายนั้นนอกจากจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อ ช่วยให้การสูบฉีดเลือดได้ดีแล้ว ขณะที่ออกกำลังกายร่างกาย ก็ยังมีการหลั่งสารแอนโดฟิน เช่นเดียวกับสารที่หลั่งออกมา ขณะมีเพศสัมพันธ์

ที่สำคัญคือ การฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศด้วยวิถีธรรมชาติทางโภชนาบำบัด นอกจากจะเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลแล้ว ยังไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

รากโสมเกาหลี มีรสหวานชุ่มขมเล็กน้อย เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอด ม้าม และกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงอวัยวะภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายชุ่มชื่น ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย
ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ปรับการทำงานของต่อมไร้ท่อต่าง ๆ
ช่วยแก้อาการหน้ามืดเป็นลม
ช่วยแก้อาการเหงื่อออกไม่รู้ตัว กระหายน้ำช่วยแก้อาการเบื่ออาหารช่วยแก้หัวใจเต้นผิดปกติ หรือหายใจผิดปกติ

โสมมีสรรพคุณเป็นยาช่วยบำรุงหัวใจ โดยออกฤทธิ์คล้ายกับยา digoxin ช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ป้องกันภาวะเส้นเลือดอุดตัน
ใช้รักษาและป้องกันโรคผนังเส้นเลือดแดงใหญ่หนาและแข็ง โดยโสมจะไปช่วยทำให้คอเลสเตอรอลที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดลดน้อยลง
โสมมีฤทธิ์ต้านการจับตัวกันของเกล็ดเลือด อันเป็นสาเหตุสำคัญของการอุดตันของหลอดเลือด
โสมมีฤทธิ์สร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งสามารถนำมาใช้รักษาผู้ที่มีเลือดน้อยหรือผู้ที่โลหิตจางและความดันต่ำได้ และยังช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงในกระดูกได้อีกด้วย
โสมมีฤทธิ์ต้านพิษต่อตับ โดยโสมสามารถช่วยป้องกันการเกิดพิษต่อตับอันเกิดจากคลอโรฟอร์ม คาร์บอนเตตระคลอไรด์และแอลกอฮอล์ได้
ใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับความผิดปกติต่าง ๆ เช่น หย่อนสมรรถภาพทางเพศ อาการท้องผูก ระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ โลหิตจาง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และความเครียด
ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออาการวัยทอง
ช่วยลดอาการผิวหนังแห้งและเหี่ยวย่น จึงช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่นขึ้น
ช่วยเร่งฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายของผู้ป่วย ช่วยลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี จากการศึกษาพบว่าโสมสามารถช่วยต่อต้านโรคและอันตรายที่เกิดจากรังสีรวมถึงสารพิษต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ[5]
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่ระบุว่าโสมมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส HIV-1, ป้องกันอันตรายจากรังสีแกมมา, กระตุ้นการสร้างอสุจิ, เร่งการเจริญเติบโตของรังไข่และการตกไข่, ช่วยลดการหลั่งกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ช่วยยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ฯลฯ (ส่วนนี้รวบรวมมาจากหลาย ๆ เว็บไซต์ครับ แต่ข้อมูลที่ได้มาไม่มีแหล่งอ้างอิง)

โสม เป็นพืชสมุนไพรที่มีคนรู้จักมากที่สุดในโลก g2x โสมถือเป็นราชาแห่งสมุนไพรทีเดียว และถูกนำมาใช้เป็นเวลานานกว่า 2000 ปี แล้ว

โสมมีอยู่ด้วยกัน สามสายพันธ์ คือ โสมเอเชีย เช่น จีน เกาหลี (Panax ginseng, C.A. Meyer) โสมอเมริกัน และแคนาดา (Panax quinquefolium) และโสมไซบีเรีย (Eleutherococcus senticosus) แต่อย่างหลังสุด ไม่ใช่โสมที่แท้จริงตามสายพันธ์ของโสม แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า มีระบบการทำงานคล้ายโสม โสมเอเชีย มีถิ่นกำเนิดในตอนเหนือของจีน เกาหลีและประเทศสหรัฐอเมริกา ในตำรายาแผนโบราณของจีน ระบุว่า โสมเป็นสมุนไพรที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่ระบบย่อยอาหาร และปอด ช่วยทำให้จิตใจสงบและเพิ่มพละกำลังโดยส่วนรวม

สำหรับสรรพคุณทางวิชาการ ทางการแพทย์ที่น่าสนใจ รวมถึงความปลอดภัย มีดังนี้
1. ช่วยบำรุงหัวใจ โสมมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงหัวใจโดยออกฤทธิคล้ายกับยาหัวใจ (digoxin) (อ้างอิงที่ 1)

ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด มีงานวิจัยในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ (Cardiac surgery) มีการลองให้โสมและวัดทั้งการบีบตัว ดูผลของการขาดอ๊อกซิเจนด้วย (อ้างอิงที่ 2)
เสริมประสิทธิภาพทางเพศในชาย มีงานวิจัยในผู้ป่วยที่มีปัญหาองคชาติไม่แข็งตัว (Erectile dysfunction) 45 รายโดยรับประทานโสมเกาหลี ปริมาณ 900 ม.ก. 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลาสองเดือน พบว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในการประเมินอย่างละเอียดทุกด้าน โสมจึงช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย (อ้างอิงที่ 3,4)
ลดและป้องกันมะเร็ง มีงานวิจัยของเกาหลีพบว่า การรับประทานโสมเกาหลี เป็นเวลานานสามารถลดอุบัติการณ์ของมะเร็งตับลงได้ด้วยการทำงานในด้านการต้าน อัลฟาทอกซินบี และยูรีเทน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยพอควรใน มะเร็งตับ แต่ก็ยังไม่สามารถลดมะเร็งตับจากการดื่มสุราหรือสาเหตุอื่นได้ ในการวิจัยย้อนหลัง (Case control study) ซึ่งเป็นการวิจัยที่เหมาะสมในการหาความเสี่ยงและสารป้องกันการเกิดมะเร็งใน คน พบว่า ในคนที่ทานโสม มีอุบัติการณ์หรือโอกาสเป็นมะเร็งลดลงอย่างมาก มะเร็งที่ลดลงเมื่อทานโสมได้แก่ มะเร็งริมฝีปาก ช่องปากและคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งรังไข่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมีนักวิทยาศาสตร์ชาวไต้หวันคือ ดร. Chang YS ก็ตีพิมพ์งานวิจัย แนะนำว่า ถึงเวลาแล้วที่โสมจะเป็นหนึ่งในทีมยารักษามะเร็งได้แล้ว (อ้างอิงที่ 5)
โสมมีสรรพคุณช่วยในเรื่องโรคปอดเรื้อรังชนิดที่พบบ่อยที่สุด คือโรคถุงลมโป่งพอง (COPD) โรคนี้พบได้บ่อยมาก เพราะเป็นผลงานของการสูบบุหรี่ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน งานวิจัยของโสมแบบการทดลองที่มีกลุ่มควบคุมชัดเจนได้ทำให้ผู้ป่วยโรคถุงลม โป่งพอง 92 คนแบ่งเป็นกลุ่มวิจัยที่ได้สารสกัด โสม วันละ 200 มก 49 คน และกลุ่มควบคุม ได้รับยาหลอก อีก 43 คน เป็นเวลา 3 เดือน พบว่า กลุ่มที่ได้รับโสม มีสมรรถภาพทางปอดดีขึ้นอย่างมากในทุกด้าน โดยที่ไม่มีผลข้างเคียง แต่กลุ่มที่ได้รับยาปลอมไม่มีผลดีขึ้น แต่อย่างใด ดังนั้นถ้าจะทานโสมในผู้ที่เป็นโรคนี้ก็น่าจะเกิดประโยชน์ เพราะมีงานวิจัยนี้สนับสนุนแล้ว (อ้างอิงที่ 6)
โสมมีความปลอดภัยสูง สามารถรับประทานต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลายาวนาน ผลข้างเคียงมีน้อยมาก ที่พบได้มีแค่ อาการปวดศีรษะ และทางเดินอาหาร และรบกวนการนอนหลับเท่านั้น ยาที่ไม่ควรทานร่วมกับโสมก็มีเพียง สามสี่ตัว คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างแรงชื่อ warfarin ยากระตุ้นหัวใจชื่อ digoxin ยาแก้เศร้าชื่อ Phenelzine และสุรา (อ้างอิงที่ 7) อาจมีการรบกวนประจำเดือน อาการเจ็บหน้าอกขณะมีประจำเดือน และก็มีรายงานถึงคนที่แพ้ได้อย่างรุนแรงได้โดยมีอาการทางผิวหนัง แต่ทั้งหมดนี้เกิดได้น้อยมาก
อย่างไรก็ตามมีข้อแนะนำว่า หากต้องการให้ปลอดภัยที่สุด ไม่ควรทานโสมกับยาแอสไพริน รวมถึงไม่ควรทานอย่างยิ่งในสตรีตั้งครรภ์และเด็ก ไม่ควรทานในคนที่ตับอักเสบคือมีเอนไซม์ของตับสูงแล้ว (ไวรัสตับอักเสบบีที่เป็นพาหะ ยังไม่มีเอนไซม์สูงจะทานได้) หรือตับอักเสบจนตัวเหลืองตาเหลืองหรือตับโต ดังนั้นถ้าเรามีโรคประจำตัวควรถามหมอของเราก่อนว่า จะทานได้ไหม และเนื่องจากโสมเป็นของร้อนบางคนทานแล้วก็หงุดหงิด ถ้าอยากจะทานให้อายุวัฒนะจริงๆ ก็ให้ทานร่วมกับใบบัวบก ซึ่งเป็นของเย็น จะดีที่สุด ซึ่งคนอายุยืนมาก ๆ ก็ทานโสมกับใบบัวบกเป็นประจำ

สารสกัดสมุนไพร สารสกัดโสมเข้มข้น แท้ 100% ผ่านการสกัดตามกรรมวิธีที่มาตรฐาน ไม่ใช่วิธีการต้มซึ่งทำให้สูญเสียสรรพคุณบางประการของสมุนไพรได้ g2x.

sasunsa เคล็ดลับสำหรับการมีหุ่นดี

sasunsa เคล็ดลับสำหรับการมีหุ่นดี ฉันเลือกใช้วิธีต่อไปนี้ เป็นเคล็ดลับในการเอาชนะน้ำหนักยามที่เผลอไผลตามใจปาก ไปกับการดื่มกินสังสรรค์จนปล่อยให้น้ำหนักขึ้นอยู่เรื่อยๆ พอมีสติเมื่อไหร่ก็จะกลับมาสู่ที่ตั้งเดิมของปัญญา โดยงัดกติกาเดิมๆ ออกมาใช้กับตัวเอง ใครจะลองทำตามก็ไม่หวงวิชาค่ะ 1.ระมัดระวังในการวางแผนการกินแต่ละวัน โดยจะเลือกกินเฉพาะของที่มีปริมาณแคลอรีต่ำให้พลังงานน้อย ลดอาหารจำพวกแป้งทุกรูปแบบให้น้อยลง แม้กระทั่งข้าวกล้องก็จะลดปริมาณลงจากเดิม เผือก มัน ถั่วไม่แตะเลย อาหารทอดน้ำมัน เป็นของต้องห้ามเด็ดขาด 2.พยายามเพิ่มสลัดผักเข้าไปในทุกมื้ออาหาร โดยเฉพาะผักสลัด มะเขือเทศ ผักโขม คะน้า ปวยเล้ง กะหล่ำปลี เห็ด และหอมหัวใหญ่ ซึ่งให้พลังงานและแคลอรีต่ำ และยังทำให้กินอิ่มเร็วด้วย ถ้าหาสลัดรับประทานไม่ได้ ก็จะกินแกงผักจำพวกแกงส้ม แกงเลียง หรือไม่ก็ผัดผักที่ใส่น้ำมันน้อยๆ และกินในปริมาณน้อยลงกว่าปกติ sasunsa.
sasunsa

sasunsa 3.รับประทานผลไม้ให้เยอะๆ และต้องรู้จักเลือกผลไม้ที่ไม่มีรสหวานจัด ไม่มีแคลอรีสูงด้วย ผลไม้จำพวกทุเรียน ลำไย ลองกอง องุ่น เงาะ มะม่วงสุก และกล้วย เป็นผลไม้ที่ต้องหลีกเลี่ยงในระยะลดน้ำหนัก เพราะมีน้ำตาลและแป้งมากให้พลังงานสูง เลือก ฝรั่ง แอปเปิล ชมพู่ แคนตาลูป แตงโม และส้มโอแทน ซาซันซ่า

4.รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในปริมาณน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาหารจำพวก เนื้อสัตว์สดๆ เช่น ปลาดิบ หรือพวกเนื้อย่างกระทะร้อน หากจำเป็นก็จะเลือกชิ้นที่บางที่สุดและมีขนาดเล็กสุด แค่ให้หายอยากเท่านั้น และต้องเลาะส่วนที่เป็นไขมันหรือหนังออกให้เกลี้ยงก่อนการรับประทานทุกครั้ง sasunsa

ชีสเป็นอาหารที่ให้โปรตีนสูงมาก ฉันจะเลือกรับประทนชีสในปริมาณเล็กน้อยแทนเนื้อสัตว์ที่มีไขมันอื่นๆ โดยรับประทานในรูปของซุปหัวหอมแบบฝรั่งเศส ชามเดียวก็อยู่ สำหรับมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น

ใครที่ยังติดการรับประทานไข่อาจกินได้วันละ 1 ฟอง แต่เพื่อให้ได้ผลดีเยี่ยมในการควบคุมน้ำหนักในระหว่างนี้ ฉันจะไม่แตะต้องไข่เลยทั้งไข่ขาวและไข่แดง

5.ดื่มน้ำให้มีปริมาณของเหลวในร่างกายมากๆ ในแต่ละวัน ควรเป็นน้ำแร่หรือน้ำสะอาดปกติ ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล ไม่ใช่น้ำอัดลมหรือโซดา บางคนไม่รู้ว่าเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ให้ฟองฟู่ทั้งหลายนั้น มีปริมาณแคลอรีสูงมาก และไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างสิ้นเชิง (นอกจากความหวานในน้ำตาล)

น้ำอัดลมควรเป็นของต้องห้าม ซึ่งคนที่กำลังไดเอ็ททั้งหลายต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด หากไม่ต้องการให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำผลไม้จากธรรมชาติที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลเลย และน้ำเปล่านี่แหละ คือเครื่องดื่มในรอบวันที่วิเศษสุด

ไม่ต้องกังวลว่าการดื่มน้ำในปริมาณมากๆ นี้จะทำให้ร่างกายอุ้มน้ำไว้เยอะ จนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม เพราะร่างกายจะมีกลไกในการขับถ่ายของเสียและน้ำส่วนเกินออกไป โดยธรรมชาติของมันเองค่ะ

6.ในระหว่างการควบคุมน้ำหนัก ให้รับประทานวิตามินรวมแบบชนิดเม็ดหรือแคปซูลจะช่วยให้ร่างกายรักษาความสมดุลของแร่ธาตุได้ดีขึ้น

7.ลดปริมาณอาหารหนักในแต่ละมื้อเป็นอาหารแบบเบาๆ แทน ทางที่ดีที่สุดคือให้รับประทานอาหารพออิ่ม อย่าให้มากจนแน่นท้อง หลังอาหารเย็นให้ออกไปเดินเล่นสักพัก จะช่วยการเผาผลาญแคลอรีได้มาก

แต่หากมีทางเลือกที่สามารถทำได้สำหรับบางคน การเว้นอาหารมื้อเย็นจะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างเร็วมาก

8.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะเลือกวิธีการออกกำลังกายชนิดใดก็ได้ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มต้นให้ได้ แล้วกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย สำหรับฉันเริ่มต้นด้วยการใช้บันไดแทนลิฟต์ ไม่ว่าจะเดินขึ้นลงเพียง 2 ชั้น หรือ 7 ชั้น ตอนนี้ทำจนติดเป็นนิสัยแล้ว

การเดินขึ้นบันได 4-5 ชั้น หรือมากกว่านั้น หลังอาหารมื้อกลางวัน จะช่วยในการเผาผลาญอาหารได้ดีมาก

9.ชั่งน้ำหนักตัวในห้องน้ำทุกๆ วัน หลังจากทำธุระเข้าห้องน้ำตอนเช้าเรียบร้อย และจดบันทึกน้ำหนักตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ไม่ต้องกังวลใจมากกับความเคลื่อนไหวขึ้น-ลงไม่แน่นอนของน้ำหนักในแต่ละวัน ซึ่งอาจขึ้นลงได้บ้างแล้วแต่ปริมาณการบริโภคอาหารหนัก-เบาแต่ละมื้อ แต่ให้เปรียบเทียบสกอร์โดยรวมของน้ำหนักเฉลี่ยในรอบเดือนนี้กับเดือนต่อๆ ไปว่า เราสามารถควบคุมให้คงที่อยู่เช่นเดิม ลดลงบ้าง หรือเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ดัชนีตัวนี้จะช่วยบ่งชี้ความก้าวหน้าในการลดน้ำหนักของทุกคน

10.ต้องกระตุ้นและให้กำลังใจตัวเองให้มุ่งมั่นในการลดน้ำหนักให้ได้ในทุกวัน บอกตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องลดน้ำหนักให้ได้และจะต้องทำสำเร็จเหมือนงานอื่นๆ ที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว และให้จินตนาการถึงตอนที่ตัวเองผอมเท่าที่ตั้งใจไว้ เพื่อจะได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ใส่ชุดว่ายน้ำไปทะเล และเชื่อมั่นในการปรากฏตัวต่อสังคมทุกระดับ จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

11.อย่าเลือกวิธีที่จะกินอาหารหนักๆ มื้อใหญ่เพียงมื้อเดียว แล้วอดมื้ออื่นๆ แต่ให้แยกอาหารเป็นมื้อย่อยๆ สัก 4-5 มื้อในรอบวันแทน จะทำให้ร่างกายเผาผลาญอาหารได้ดีขึ้นและปริมาณการบริโภคจะเพียงพอต่อความต้องการจริงๆ ของร่างกายในแต่ละช่วงการใช้พลังงานของรอบวัน

มีแต่ความมุ่งมั่นตั้งใจจริงและลงมือทำเท่านั้นที่จะทำให้การควบคุมน้ำหนักประสบผลสำเร็จ การมีหุ่นและสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาฟ้าบันดาล แต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติตนที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ขอให้ทุกๆ คนโชคดีค่ะ

อ้วนลงพุงต่างจากความอ้วนธรรมดาอย่างไร

โรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) คือ กลุ่มของปัจจัยเสี่ยงโรคอ้วนที่มีไขมันในช่องท้องมากเกินไป รวมถึงอาจมีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดสูง sasunsa ความดันโลหิตสูง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด โดยเกณฑ์ในการวัดว่าเรากำลังประสบกับภาวะโรคอ้วนลงพุงแบบที่ไม่ใช่โรคอ้วนธรรมดา มีหลักเกณฑ์ดังนี้

1.ความยาวของเส้นรอบเอว คนในประเทศแถบยุโรป ผู้ชายมีรอบพุง 94 เซนติเมตรขึ้นไป ผู้หญิงมีรอบพุง 80 เซนติเมตรขึ้นไป คนในประเทศแถบเอเชีย ผู้ชายมีรอบพุง 90 เซนติเมตรขึ้นไป ผู้หญิงมีรอบพุง 80 เซนติเมตรขึ้นไป

2.ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด สูงกว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ 1.7 มิลลิโมลต่อลิตร

3.ระดับไขมันเอชแอลดี คอเลสเตอรอลในเลือด ผู้ชายต่ำกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ผู้หญิงต่ำกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

4.ความดันโลหิต มีค่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท หรือมากกว่า

5.ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารตอนเช้า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือมากกว่า หรือเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 sasunsa.

angel secret sheep placenta ครีมรกแกะคืออะไร และมีประโยชน์ต่อผิวพรรณอย่างไรบ้าง?

angel secret sheep placenta ครีมรกแกะคืออะไร และมีประโยชน์ต่อผิวพรรณอย่างไรบ้าง?ครีมรกแกะ ถูกพัฒนาและคิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยในการรักษาความเสียหายของผิวหนังจากแสงแดด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อสัญญานของริ้วรอยและปัญหาผิวแห้ง ซึ่งในครีมรกแกะ จะมี “รก” เป็นส่วนผสมหลัก โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นรกวัว หรือรกแกะ แต่ถ้าหากเป็นครีมรกแกะที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดแล้วมักจะเป็นการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ เนื่องจากรกแกะที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของครีมรกแกะจากประเทศเหล่านี้ มีความพิเศษที่โดดเด่นนั่นเอง รก มีประโยชน์ในการช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีความอ่อนเยาว์ เนื่องจากรกจะทำหน้าที่ในการถ่ายโอนสิ่งที่มีประโยชน์ และจำเป็นต่างๆในการสร้างสรรค์ชีวิตจากผู้เป็นแม่ ไปยังทารกในครรภ์ที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้นักค้นคว้าวิจัยให้ความสนใจในการศึกษารก ในฐานะตัวแทนของความอ่อนเยาว์ สำหรับสาเหตุที่ครีมรกแกะนิยมใช้รกแกะเป็นส่วนผสมหลักนั้น เนื่องจากแกะเป็นสัตว์ที่แข็งแกร่ง และมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีมากนั่นเอง angel secret sheep placenta.

angel secret sheep placenta

angel secret sheep placenta ครีมรกแกะ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในการนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม แต่มีข้อมูลที่กล่าวอ้างหลายกระแสว่า ครีมรกแกะยังมีประสิทธิภาพในการช่วยเยียวยารักษาอาการบาดเจ็บของเซลล์ นอกจากนี้ครีมรกแกะยังช่วยในการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณที่ได้ทำการทาครีม นอกจากนี้ครีมรกแกะยังสามารถมีสรรพคุณที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ขึ้นอยู่กับส่วนผสมเพิ่มเติมต่างๆซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของยี่ห้อครีมเหล่านั้น อาทิเช่น นมแพะ น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว มะละกอ คอลลาเจน วิตามินอี น้ำมันอะโวคาโด เป็นต้น angel secret sheep placenta

“ครีมรกแกะ” กับ “ครีมรก” แตกต่างกันอย่างไร?

ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่า “พืช” หรือ “สัตว์” ต่างก็มีรกเหมือนกัน ในบางครั้งคุณอาจจะหยิบผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ “รก” ขึ้นมาพิจราณา แล้วจะสังเกตได้ว่า ครีมบางตัวจะระบุเอาไว้อย่าชัดเจนว่าส่วนผสมหลักที่ใช้คือรกแกะ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์อีกหลายๆชิ้นส่วนผสมหลักเป็นเพียง “รก” เท่านั้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้รกเป็นส่วนผสม ในทางเทคนิคแล้วจะใช้รกของพืชเป็นส่วนผสม เพราะพืชเองก็มีรกเช่นกันแต่จะมีการใช้งานรวมไปถึงคุณสมบัติที่แตกต่างจากรกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ด้วยการโฆษณาเชิงการตลาดที่อาจก่อให้ความสับสน ทำให้หลายๆคนอาจเผลอซื้อครีมรกไปใช้งาน แล้วเกิดความคาดหวังผิดๆว่าครีมรกที่ตัวเองซื้อไปนั้นคือครีมรกแกะ ดังนั้นก่อนการเลือกซื้อครีมรกแกะทุกครั้ง ควรทำการอ่านฉลากเพื่อพิจราณาส่วนผสมหลักว่าเป็นรกแกะจริงๆเสียก่อน

ครีมรกแกะมีอันตรายหรือเปล่า?

เป็นที่ทราบกันดีว่าครีมรกแกะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายใดๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วผลข้างเคียงที่มักเกิดขึ้นนั้นมาจากความพยายามในการรักษาเซลล์ของรกแกะ เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมชองผลิตภัณฑ์โดยการฉีดยา และเพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดของผิว ควรใช้รกแกะด้วยการทาลงบนผิวพรรณเท่านั้น ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้รกแกะ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีความคล้ายคลึงกันในลักษณะของการฉีดเข้าไปใต้ผิวหนัง

สาวๆ อย่างเรา คงเคยได้ยินคำว่า “ รกแกะ ” ใช่ไหมคะ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกนำมาทำเป็นเครื่องสำอางประทินผิวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่รกแกะคืออะไร และมีสรรพคุณด้านความงามอย่างไร วันนี้เรามีมาบอกกันค่ะ
รกแกะเป็นสิ่งที่ได้จากการสกัดโปรตีนจากแกะ ซึ่งเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ มีสรรพคุณในการฟื้นฟูสภาพผิว และเซลล์ผิว ช่วยชะลอความแก่ ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น และรอยหมองคล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รกแกะ กับความงาม
สารสกัดจากรกแกะ ถูกนำมาผลิตเป็นครีม และเซรั่มเพื่อช่วยในการบำรุงผิว ซึ่งมีข้อดีกับผิว ดังนี้
ปกป้องผิวไม่ให้เสียความชุ่มชื้น
สารสกัดจากรกแกะ ช่วยไม่ให้ผิวขาดน้ำ angel secret sheep placenta ผิวจึงชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน หลุดลอกเป็นขุย และยังช่วยกระชับผิวให้เต่งตึงได้อีกด้วย
ลดรอยด่างดำ กระ ฝ้า
สารสกัดจากรกแกะช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวได้ จึงทำให้รอยด่างดำ กระ ฝ้า และหลุมสิวจางหายไป และช่วยให้ใบหน้าเรียบเนียนมีสีผิวที่เนียนสม่ำเสมอกัน
กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว
ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำให้ลอกออก เพื่อเผยผิวกระจ่างใส และช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพดี สดใสขึ้น
ลดรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์
เชื่อว่าความอ่อนเยาว์เป็นสิ่งที่สาวๆ ใฝ่ฝันจะอยู่กับมันให้นานที่สุด ซึ่งสารสกัดจากรกแกะ ช่วยลดรอยเหี่ยวย่น เติมเต็มร่องผิว ทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัยได้อย่างตรงจุด
สมานแผล ฟื้นฟูเซลล์ ช่วยให้แผลเป็นจางลง และเลือนหาย
ช่วยให้เซลล์ที่ถูกทำลาย หรืออ่อนแอได้รับการฟื้นฟู ส่งผลให้รอยแผลดีขึ้น และสีผิวบริเวณที่เป็นแผลจางลงและกระจ่างใสขึ้นได้ ลดอาการอักเสบของแผลเป็น และสิว
เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวนุ่มเด้ง
ด้วยการบำรุงลึกถึงเซลล์ผิวช่วยให้ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ทำให้ผิวนุ่มเด้ง เหมือนผิวเด็ก และกระจ่างใสขึ้นด้วย
ด้วยสรรพคุณอันมหัศจรรย์ต่อผิวของรกแกะนี้เอง จึงทำให้รกแกะเป็นที่นิยมไม่เพียงแต่สาวๆ ที่อยากมีผิวสวยอ่อนเยาว์ เพราะหนุ่มๆ ที่ปรารถนาจะเสริมหล่อด้วยรกแกะก็มีไม่น้อย เพราะรกแกะช่วยฟื้นบำรุงได้อย่างล้ำลึก แม้ผิวผู้ชาย
ปัจจุบัน รกแกะมีการผลิตออกมาเพื่อรับประทานด้วย แต่การรับประทานนั้น ควรทานเพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูผิวไม่เกิน 6 เดือนแล้วหยุดพัก เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องสารตกค้าง และผิวมันจนเกินไป
รกแกะมีดีอย่างนี้ ต้องลองหามาครอบครองบ้างแล้วล่ะค่ะ เห็นข้อดีกันแล้ว ก็อย่าลืมคำนึงถึงข้อเสียด้วยนะคะ สวยอย่างพอดี จะได้สวยไปนานๆ ค่ะ angel secret sheep placenta.